Hot Posts

6/recent/ticker-posts

การเสียภาษีเงินได้ออนไลน์ ในไทย: Affiliate, Ad Network, และรายได้จากต่างประเทศ

การเสียภาษีเงินได้ออนไลน์ ในไทย: Affiliate, Ad Network, และรายได้จากต่างประเทศ 


สวัสดีครับเพื่อน ๆ คนทำเงินออนไลน์ ทุกท่าน! เมื่อเราเริ่มรับเงินจาก Platform ต่างประเทศ (เช่น ExoClick, Adsterra, Paxum) ได้อย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือเรื่อง กฎหมายและภาษี ครับ

การทำเงินออนไลน์ถือเป็น "เงินได้" ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีตามกฎหมายไทย และการวางแผนภาษีที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยให้คุณ ประหยัดเงิน และ ไม่โดนเรียกเก็บย้อนหลัง บทความนี้จะสรุปหลักการสำคัญเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้สำหรับ Publisher และ Affiliate Marketers ในไทยแบบเข้าใจง่ายครับ


 เงินได้ออนไลน์จัดอยู่ในหมวดไหน? (40(4) vs 40(8))

เงินที่ได้จากการทำออนไลน์ส่วนใหญ่มักถูกจัดอยู่ใน 2 หมวดหมู่หลักตามประมวลรัษฎากร:

  • 1. เงินได้มาตรา 40(4) - ดอกเบี้ย/ปันผล: หากคุณนำเงินไปลงทุนในคริปโตหรือหุ้น แล้วถอนกำไรออกมา มักจะเข้าข่ายนี้ (มีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับคริปโต)
  • 2. เงินได้มาตรา 40(8) - ธุรกิจ/อาชีพอิสระ: เงินที่ได้จาก Affiliate Marketing, Ad Network (CPM/CPA), หรือ ค่าเขียนบทความ จะถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ ซึ่งเป็นหมวดที่ Publisher ส่วนใหญ่ต้องยื่นภาษี

สรุป: รายได้จาก ExoClick, Adsterra, หรือ Affiliate Link ของคุณ จัดเป็นเงินได้ 40(8) และต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


🌐 หลักเกณฑ์ภาษีเงินได้จากต่างประเทศ (สำคัญมาก!)

สำหรับเงินที่โอนมาจาก Platform ต่างประเทศ (เช่น Paxum, Payoneer, Wire Transfer) หลักเกณฑ์ในการคำนวณภาษีมีอยู่ 2 ข้อ ที่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งคู่:

  • 1. นำเงินเข้ามาในปีภาษีเดียวกัน: คุณต้องนำเงินก้อนนั้นเข้ามาในประเทศไทย (เช่น เข้าบัญชีธนาคารไทย, Bitkub) ภายในปีภาษีเดียวกันกับปีที่เกิดรายได้
  • 2. มีสถานะเป็น "ผู้อยู่ในไทย": คุณมีสถานะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันในปีนั้น

      ข้อควรจำ: หากคุณทำเงินได้ในปี 2025 แต่คุณโอนเงินก้อนนั้นเข้ามาในบัญชีไทยในปี 2026 (คนละปีภาษี) เงินก้อนนั้นอาจ ไม่ต้องนำมายื่นภาษีในปี 2025 แต่กฎหมายมีการตีความและเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี    


 3 วิธีลดหย่อนภาษีที่ คนทำเงินออนไลน์ ใช้ได้จริง

เนื่องจากรายได้ของคุณอยู่ในหมวด 40(8) คุณสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี:

1. หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60%)

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการหักค่าใช้จ่าย 60% ของรายได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานใด ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นทุนในการทำธุรกิจต่ำมาก (เช่น ใช้แค่คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต)

2. หักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน)

หากต้นทุนในการทำธุรกิจของคุณสูงกว่า 60% (เช่น จ่ายค่าโฆษณา, ค่าจ้าง Freelance, ค่าเช่า Server) คุณควรเก็บหลักฐานใบเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อนำมาหักลดหย่อนตามจริง ซึ่งอาจทำให้คุณเสียภาษีน้อยลง

3. การเก็บหลักฐานการโอนเงิน (Proof of Income)

ควรเก็บเอกสารการโอนเงินทั้งหมด (เช่น Invoice จาก Ad Network และ Transaction History จาก Paxum/Bitkub) ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันที่มาของรายได้เมื่อต้องยื่นภาษี

สรุป: การทำมีรายได้จากช่องทางออนไลน์อย่างยั่งยืนต้องมาพร้อมกับการวางแผนภาษีครับ การเลือกใช้ช่องทางรับเงินที่ถูกต้องและบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้คุณประหยัดเงินและทำธุรกิจได้อย่างสบายใจครับ


ศึกษาข้อมูลภาษีที่ถูกต้อง (Official Source)

เพื่อให้การยื่นภาษีของคุณถูกต้องและแม่นยำที่สุด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือศึกษาข้อมูลโดยตรงจากกรมสรรพากร:

➡️ เข้าสู่เว็บไซต์กรมสรรพากร (RD)

*หมายเหตุ: ข้อมูลภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานรัฐเสมอ